ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาเราคงได้ยินเกี่ยวกับ พรบ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของประเทศไทย หรือ PDPA กันมาไม่มากก็น้อย ซึ่งปัจจุบันได้มีการบังคับใช้เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2563 ที่ผ่านมาเพื่อปกป้องสิทธิส่วนตัวของบุคคล และให้ความมั่นใจผู้บริโภคในการจัดการข้อมูลส่วนบุคคลแก่ธุรกิจที่ดำเนินการในประเทศไทยหรือธุรกิจต่าง ๆ ที่จะนำข้อมูลของเราไปประมวลผล
“กล่าวโดยสรุป” ในการปฏิบัติตาม PDPA และกฎหมายที่เกี่ยวข้องธุรกิจควรจะต้องมีการดำเนินการดังนี้
- ตั้งกระบวนการที่เข้าใจและรองรับสิทธิของเจ้าของข้อมูล
- ตรวจสอบวิธีการขอยินยอมของเจ้าของข้อมูล และปรับปรุงนโยบายความเป็นส่วนตัว
- เจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (Data Protection Officer) หรือ DPO
- จัดทำแผนการตอบสนองการละเมิดข้อมูล
- ประเมินความเสี่ยงและการตรวจสอบประสิทธิภาพในด้านความคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล
- ปฏิบัติตามกฎหมายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลส่วนบุคคล
โดยธุรกิจที่มีการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้าจะต้องปฏิบัติตามข้อบังคับของกฎหมายนี้ ดังนั้นในบทความนี้ทาง G-Able จะให้ผู้ประกอบการทุกท่านเข้าใจในเรื่องสำคัญ ๆ ของ PDPA และแนวทางการปฏิบัติตามกฎหมายนี้ โดยมีดังนี้
1. สิทธิ์ของเจ้าของข้อมูล

ภายใต้ พรบ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของประเทศไทย หรือ PDPA นั้น มีสิทธิ์หลายประการในเรื่องข้อมูลส่วนตัวของตัวเองได้แก่
- สิทธิ์ในการเข้าถึง: เจ้าของข้อมูลมีสิทธิ์เข้าถึงและรับสำเนาข้อมูลส่วนบุคคลที่เกี่ยวกับตนเองจากผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล รวมถึงสามารถขอให้เปิดเผยถึงการได้มาซึ่งข้อมูลส่วนบุคคลดังกล่าวในกรณีเกิดความไม่แน่ใจว่าตนเองได้ให้ความยินยอมไปหรือไม่ โดยสิทธิการเข้าถึงข้อมูลนั้นต้องไม่ขัดต่อกฎหมายหรือคำสั่งศาล และการใช้สิทธินั้นต้องไม่ละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลอื่น
- สิทธิในการแก้ไข: เจ้าของข้อมูลสามารถขอให้ผู้ควบคุมข้อมูลแก้ไขข้อมูลส่วนบุคคลที่ไม่ถูกต้องหรือไม่สมบูรณ์
- สิทธิในการลบ: หรือ ที่รู้จักกันในชื่อ “สิทธิ์ในการถูกลืม” เจ้าของข้อมูลสามารถขอให้ลบข้อมูลส่วนบุคคลของตัวเองในบางกรณี เช่น เมื่อข้อมูลไม่จำเป็นต่อวัตถุประสงค์เดิม
- สิทธิในการคัดค้าน: เจ้าของข้อมูลสามารถคัดค้านการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลของตัวเองเพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะ เช่น การประมวลผลเพื่อการตลาด หรือ โฆษณา เป็นต้น
- สิทธิในการถือครองข้อมูล: บุคคลมีสิทธิ์รับข้อมูลส่วนบุคคลของตัวเองในรูปแบบที่มีโครงสร้าง นิยม และเหมาะสมสำหรับเครื่องคอมพิวเตอร์ และถือครองข้อมูลนั้นไปยังผู้ควบคุมข้อมูลคนอื่น ๆ
- สิทธิในการจำกัดการประมวลผล: เจ้าของข้อมูลสามารถขอหยุดการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลของตัวเองชั่วคราวในสถานการณ์บางอย่าง เช่น เมื่อความถูกต้องของข้อมูลถูกโต้แย้ง เป็นต้น
ซึ่งผู้ประกอบการ ต้องตั้งระบบเพื่อตอบสนองคำขอของเจ้าของข้อมูลและตอบสนองภายในระยะเวลาที่กำหนด ซึ่งรวมถึงการให้คำแนะนำในการปฏิบัติตามสิทธิ์ของตัวเองและการฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ในการจัดการคำขอเหล่านี้
2. ความต้องการในการยินยอม

พรบ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของประเทศไทย หรือ PDPA กำหนดให้ผู้ประกอบการจะต้องขอยินยอมชัดเจนจากลูกค้าก่อนประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล ยกเว้นกรณีที่มีข้อกฎหมายที่ระบุสาเหตุสำหรับการประมวลผลโดยไม่ต้องขอยินยอม ยินยอมต้องได้รับอย่างเสรี ทราบข้อมูลที่ครบถ้วน และไม่กำกวม โดยต้องมีการดำเนินการจากเจ้าของข้อมูลด้วยตนเอง
ผู้ประกอบการควรตรวจสอบการปฏิบัติการเก็บข้อมูลและวิธีการขอยินยอมเพื่อให้เป็นไปตาม PDPA ซึ่งมีดังนี้:
- ปรับปรุงนโยบายความเป็นส่วนตัวเพื่ออธิบายอย่างชัดเจนว่าข้อมูลส่วนบุคคลจะถูกเก็บ เก็บรักษา และเปิดเผยอย่างไร
- การใช้วิธีขอยินยอมที่ใช้งานง่าย เช่น กล่องที่เลือก ซึ่งอนุญาตให้บุคคลสามารถให้ยินยอมแบบกระตือรือร้น
- การให้แน่ใจว่าเจ้าของข้อมูลสามารถเพิกถอนคำยินยอมได้ง่าย ๆ รวมถึงให้คำแนะนำในวิธีการ
3. เจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (Data Protection Officer) หรือ DPO

สำหรับผู้ประกอบการที่ประกอบธุรกิจตามเกณฑ์เฉพาะ เช่น บริษัทที่ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลที่มีความละเอียดอ่อนสูง หรือมีการตรวจสอบเจ้าของข้อมูลเป็นประจำ จะต้องแต่งตั้ง DPO เพื่อดูแลกิจกรรมการคุ้มครองข้อมูล โดย DPO มีความผู้รับผิดชอบในการให้คำปรึกษา ตรวจสอบ และติดตามการปฏิบัติตาม พรบ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของประเทศไทย ภายในองค์กร ทั้งนี้ในการแต่งตั้ง DPO ควรมีเกณฑ์การพิจารณาดังต่อไปนี้
- ตัดสินใจเกี่ยวกับการแต่งตั้ง DPO อย่างชัดเจนตามความต้องการของกฎหมาย
- ให้แน่ใจว่า DPO มีความรู้ความสามารถในด้านคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
- กำหนดบทบาทและความรับผิดชอบของ DPO ภายในองค์กร
4.แผนการตอบสนองการละเมิดข้อมูล

พรบ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของประเทศไทย หรือ PDPA กำหนดให้บริษัทจัดทำแผนการตอบสนองการละเมิดข้อมูล โดยมีขั้นตอนเพื่อระบุ สอบสวน และรายงานการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล โดยบริษัทควรมีแผนดังกล่าวเพื่อรับมือกับการละเมิดข้อมูลที่อาจเกิดขึ้น และลดความเสี่ยงที่เกี่ยวข้อง โดย ข้อเสนอแนะในการจัดทำแผนการตอบสนองการละเมิดข้อมูลดังนี้
การกำหนดหน่วยงานหรือบุคคลที่รับผิดชอบในการระบุ สอบสวน และรายงานการละเมิดข้อมูล
- การสร้างกระบวนการสื่อสารภายในองค์กรเพื่อให้ทราบถึงการละเมิดข้อมูลทันทีเมื่อเกิดขึ้น
- การวางแผนการสื่อสารเพื่อแจ้งเจ้าของข้อมูลที่ได้รับผลกระทบ PDPC และหน่วยงานที่เกี่ยวกับการละเมิดข้อมูล
- การกำหนดมาตรการป้องกันและแก้ไขเพื่อลดความเสี่ยงที่อาจเกิดจากการละเมิดข้อมูลในอนาคต
5. การประเมินความเสี่ยงและการตรวจสอบประสิทธิภาพ

บริษัทควรดำเนินการประเมินความเสี่ยงด้านความคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลอย่างสม่ำเสมอ หากมีการเปลี่ยนแปลงในกระบวนการทำงาน หรือเมื่อมีเหตุผลที่มีนัยสำคัญในการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล นอกจากนี้ ธุรกิจควรดำเนินการตรวจสอบประสิทธิภาพของมาตรการความคุ้มครองข้อมูลในการป้องกันการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล โดยการประเมินความเสี่ยงและการตรวจสอบประสิทธิภาพนั้นจะรวมถึง
- การวิเคราะห์ความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล
- การพิจารณามาตรการป้องกันที่เหมาะสมสำหรับความเสี่ยงที่ตัดสินใจเสี่ยง
- การตรวจสอบประสิทธิภาพของมาตรการความคุ้มครองข้อมูลปัจจุบัน
- การสร้างแนวทางในการปรับปรุงมาตรการความคุ้มครองข้อมูลในอนาคต
6. การปฏิบัติตามกฎหมายอื่น ๆ

นอกจาก พรบ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของประเทศไทย หรือ PDPA บริษัทที่ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลในประเทศไทยอาจต้องปฏิบัติตามกฎหมายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ตัวอย่างเช่น กฎหมายที่ควบคุมการใช้ข้อมูลส่วนบุคคลในเชิงพาณิชย์ การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่เกี่ยวข้องกับเด็ก หรือกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลสุขภาพ ธุรกิจควรทบทวนและปรับปรุงกระบวนการปฏิบัติตามกฎหมายเหล่านี้ให้สอดคล้องกัน การปฏิบัติตามกฎหมายอื่น ๆ นั้นอาจรวมถึง
ศึกษาและทำความเข้าใจกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลในธุรกิจของคุณ
- การปรับปรุงกระบวนการทำงานและนโยบายเพื่อปฏิบัติตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
- การติดต่อที่ปรึกษาที่มีความรู้ความสามารถในด้านกฎหมายเกี่ยวกับความคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล
สรุป
การปฏิบัติตาม PDPA เป็นสิ่งสำคัญสำหรับธุรกิจที่ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลในประเทศไทย ที่บริษัทควรประเมินและปรับปรุงกระบวนการทำงานและนโยบายให้สอดคล้องกับกฎหมาย เพื่อป้องกันความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับความคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล นอกจากนี้ บริษัทควรสามารถตอบสนองต่อคำขอของเจ้าของข้อมูล และพิจารณากฎหมายที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลส่วนบุคคลในการดำเนินธุรกิจของคุณ
หากองค์กรหรือธุรกิจของคุณ ต้องการข้อมูลเพิ่มเติมหรือกำลังมองหาผู้เชี่ยวชาญในการเป็นที่ปรึกษาเกี่ยวพรบ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของประเทศไทย หรือ PDPA
G-Able ในฐานะการเป็น “Trusted Tech Enabler Partner for Business Resilience” หรือ ผู้ที่นำศักยภาพความพร้อมของเทคโนโลยีในทุกๆ ด้าน เพื่อผลักดันและสนับสนุนลูกค้าให้สามารถทำการแข่งขันได้ในโลกดิจิทัล
เราเชื่อในแนวคิด “Possible. Simple.” จึงได้พัฒนาโซลูชัน WhiteFact เพื่อทวีคูณความเป็นไปได้ สร้างโอกาส และเตรียมความพร้อมของธุรกิจในฐานะผู้ควบคุมและประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล ให้เกิดความโปร่งใสในการจัดเก็บและตรวจสอบการใช้งานของข้อมูลดังกล่าวได้ถูกต้องตามที่ พ.ร.บ. กำหนด โดยสามารถเข้าไปศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://whitefact.co/
